หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ไทยช่วยไทย



ไทยช่วยไทย
                       โดย แว่นขยาย

"อเมซิ่งไทยแลนด์ ดินแดนแห่งเมืองทอง"  "เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้" "ไทยช่วยไทย กินของไทย ใช้ของไทย เที่ยวเมืองไทย ร่วมใจประหยัด " เป็นคำประชาสัมพันธ์ที่ข้าพเจ้า และเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายก็ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ เสียจนกลายเรื่องเป็นปกติไปเสียแล้ว แต่คำประชาสัมพันธ์เหล่านี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าล้วนมีความหมายกินใจมาก และต้องการเพียงเพื่อย้ำเตือนจิตใต้สำนึกของคนไทยให้ออกมาร่วมใจช่วยประเทศไทยของเรากัน หรือที่เรียกว่า "ไทยช่วยไทย" การช่วยเหลือมีหลายประเภทและหลากรูปแบบ และเราก็เป็นผู้หนึ่งที่สามารถช่วยชาติได้ และทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ลองทำตามข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้
          ประการที่หนึ่งคนไทยควรมีความรักใคร่และภูมิใจในชาติตนเองเสียก่อน เพราะถ้าหากไม่รักชาติแล้วจะไม่สามารถยินยอมหรือมีความสนใจในการช่วยเหลือประเทศไทย และคนไทยด้วยกันเองเลย ดังนั้นเราควรสำรวจตัวเองว่า ภูมิใจไหมที่เกิดเป็นคนไทย ภูมิใจไหมที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม ภูมิใจไหมที่มีวัฒนธรรมอันเก่าแก่และงดงาม และหลากสิ่งหลายอย่างที่รวมกันเป็นไทย ถ้าหากสำรวจตนเองแล้วพบว่ามีความภูมิใจมากที่ได้เป็นคนไทย ก็ขอให้ยินดีเอาไว้ว่า เราได้ประสบความสำเร็จที่จะช่วยชาติเราได้ครึ่งหนึ่งแล้วเพราะได้มั่นใจในตัวเองแล้วว่าเป็นคนไทย 100% และพร้อมที่จะช่วยชาติของเราได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเต็มภาคภูมิ
          ประการที่สองคนไทยควรมีความสามัคคีกันในชาติ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผสานสัมพันธ์ระหว่างคนไทยด้วยกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง ไม่เอาแต่ผลประโยชน์ส่วนได้ของตนเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนที่ผู้อื่นได้รับ สาเหตุที่อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายล่มสลายลงก็เพราะความไม่สามัคคีกันเองในหมู่คณะเป็นตัวชนวน สุดท้ายเกิดปัญหามากมายบางครั้งถึงกับเกิดสงครามกลางเมือง ถูกข้าศึกโจมตีจนสูญสิ้นชาติสิ้นอาณาจักรไปในที่สุดเลยก็มี ที่กล่าวมานี้นั้นเป็นตัวอย่างของความไม่สามัคคีกันในชาติ แล้วเราจะทำอย่างไรคนไทยจึงจะมีความสามัคคีกันได้ ก็ต้องมาจากความรักชาตินั่นเอง อะไรที่จะทำให้ชาติเจริญรุ่งเรืองได้ก็จะทำ ทำให้เป็นพลังสามัคคีที่ไม่มีใครมาต้านได้ และคนไทยจำเป็นต้องมีความสามัคคีกันในหลาย ๆ ด้านด้วย
          ประการที่สามคนไทยควรนิยมอาหารไทยและผลไม้ไทย เพราะจะทำให้เงินตราไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ และยังเป็นนโยบายที่ดีที่จะหมุนเวียนเงินตราในประเทศได้อย่างสมบูรณ์ เพราะถ้าหากเรานิยมอาหารและผลไม้ทีผลิตได้ในต่างประเทศแล้ว นอกจากเงินตราจะไม่ไหลเข้าประเทศแล้ว เรายังต้องเสียดุลการค้าให้กับต่างประเทศอีก ซึ่งในปีหนึ่ง ๆ เราเสียดุลการค้าในเรื่องนี้เยอะมากทีเดียว ทำให้ผู้ผลิตอาหารไทย ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนก็ขายผลผลิตไม่ได้เพราะคนไทยไม่รับประทาน ในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เช่น ประท้วงรัฐบาลเพราะผลผลิตขายไม่ได้และไม่มีผู้รับซื้อ เป็นต้น และในประเทศไทยของเราก็มีพืชพรรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลน มีผลไม้รสอร่อยให้รับประทานตลอดทั้งปี อาหารต่าง ๆ ก็อุดมสมบูรณ์ด้วยประโยชน์และคุณภาพ แล้วทำไม คนไทยจึงจะไม่นิยมกินอาหารที่ผลิตได้ในไทยบ้าง
          ประการที่สี่ นอกจาเราจะรับประทานอาหารไทยและผลไม้ไทยแล้ว เราควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเองจากฝีมือของคนไทยด้วย เช่น ผลิตผลจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรต่าง ๆ ที่นำพืชพรรณธรรมชาติมาแปรรูปเป็นสินค้า ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและอาหารเสริมที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย และขายโดยบริษัทของคนไทย สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย จากตัวเลขของการเสียดุลการค้าในไทยพบว่า คนไทยใช้ผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น อเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป ทำให้เงินตรารั่วไหลออกนอกประเทศ ทำให้ชาติของเราเป็นหนี้เขาเยอะมากขึ้น ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าคนไทยมีค่านิยมที่ผิด ๆ ในเรื่องการยกย่องสินค้าที่มาจากต่างประเทศว่าคุณภาพดี ใช้แล้วโก้เก๋ ถือว่าเป็นบุคคลที่ดูดี มีฐานะทางการเงิน ส่วนใครที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำโดยคนไทยนั้นถือว่า ใช้ผลิตภัณฑ์ที่คุณภาพแย่ และผู้ใช้ยังจัดว่าล้าสมัยอีกด้วย เพราะเหตุผลเพียงแค่ว่าผลิตโดยคนไทย จริง ๆ แล้วคนไทยมีศักยภาพในการผลิตไม่ด้อยไปกว่าชาวต่างประเทศเลย และในบางทีคนไทยยังสามารถผลิตออกมาได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ราคาที่จำหน่ายก็แสนถูก และเป็นการช่วยเหลือประเทศชาติไปอีกทางหนึ่งด้วย ทำไมจึงไม่มองในจุดนี้กันบ้าง เพราะอย่างนี้คนไทยด้วยกันเองจึงไม่ค่อยที่จะผลิตสินค้าที่ดี ๆ ออกมาขายคนไทย แต่จะส่งไปขายในต่างประเทศแทน เพราะถ้าหากขายในไทยแล้วคงขายไม่ออกอย่างแน่นอนเพราะคนไทยด้วยกันเองไม่ซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่คนไทยควรเปลี่ยนทัศนคติในการใช้ผลิตภัณฑ์ของคนไทย ถ้าหากเปลี่ยนได้และคนไทยร่วมมือร่วมใจกันใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นในไทย ทำโดยคนไทยแล้ว ผลที่ตามมาก็คือเราจะไม่เสียดุลการค้าต่อต่างประเทศอย่างแน่นอน ทำให้อัตราที่เราเป็นหนี้เขาอยู่ก็จะลดลงด้วย
          ประการที่ห้า ถ้าหากพูดถึงการท่องเที่ยวในไทยหลายคนคงนึกถึงแหล่งท่องเที่ยวเพียงไม่กี่สถานที่ที่น่าไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในไทยมีเยอะมากเหลือเกินที่จะไป และในแต่ละแห่งก็คงความสวยงามในตัวของมันเองด้วย เช่น ทะเล ภูเขา น้ำตก แหล่งโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย ล้วนเปิดรอให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าไปเยี่ยมชม ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงประชาสัมพันธ์ให้ในปีพ..2541 และพ..2542 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของไทย หรืออเมซิ่งไทยแลนด์ ซึ่งพบว่าคนไทยมีการตื่นตัวในเรื่องนี้ดีมาก มีการท่องเที่ยวในประเทศไทยกันเองเยอะมากขึ้น และอัตราการท่องเที่ยวในต่างประเทศลดลง ทำให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศ อาชีพต่าง ๆ ของคนไทยที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวมีมากมาย และคนหลายกลุ่มได้ประโยชน์ตั้งแต่ คนขับรถโดยสาร พนักงานโรงแรม แม่ค้า ฯลฯ ทำให้การเงินที่จะหมุนเวียนในไทยไม่ติดขัด เกิดการว่างงานน้อยลง และคนไทยทุกคนควรมีหน้าที่ที่จะประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ชาวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในไทยให้มากขึ้น นอกจากนี้ควรจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีแก่นักท่องเที่ยวด้วยเพื่อดึงดูดใจให้พวกเขาอยากเข้ามาเที่ยวในไทยกันมากขึ้น เงินตราจะได้ไหลเข้าประเทศ เกิดการสะพัดหมุนเวียนของเงินภายในประเทศ ผลประโยชน์ที่ได้ก็จะตกเป็นของคนไทยนั่นเอง และการเป็นเจ้าบ้านที่ดีนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่คุณเป็นคนดีไม่ก่อความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นในสังคม เช่น ไม่จี้ ปล้นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทย รักษาความสะอาดและเคารพในสถานที่ต่าง ๆ ที่ตนเองไปอยู่เสมอ เช่น ถนนหนทางและตามที่สาธารณะต่าง ๆ ไม่ควรทิ้งขยะให้เกลื่อนกลาด ไม่ควรฉีดสเปรย์หรือป้ายสีเป็นถ้อยคำต่าง ๆ ตามฝาผนังสาธารณะให้สกปรก และเมื่อไปท่องเที่ยวสถานที่ใด ไม่ควรทำลายหรือเก็บสิ่งของในสถานที่นั้น ๆ ให้เสียหาย เพราะถ้าหากเราไม่ทำลายสถานที่ที่เราไปเที่ยวแล้วจะทำให้สถานที่นั้นยังคงความสวยงามอยู่ได้ตามธรรมชาติ คนรุ่นหลังก็สามารถท่องเที่ยวชมได้ตลอดไป ชาวต่างชาติเขาก็จะต่างชื่นชมและประทับใจในประเทศไทย ว่ามีบ้านเมืองที่งดงาม สะอาดสะอ้าน และมีวัฒนธรรมไทยอันดีงามด้วย
          ประการที่หก คนไทยควรจะร่วมใจกันประหยัด ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติและการไม่ใช้ของฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่าย ถ้าเป็นในด้านทรัพยากรธรรมชาติก็ควรประหยัดน้ำ ไฟฟ้า และ น้ำมัน เมื่อไม่จำเป็นหรือใช้งานเสร็จเรียบร้อยควรปิดทุกครั้ง ถ้าเป็นน้ำมันก็ควรโดยสารรถไปครั้งละหลายๆ คนถ้าหากไปทางเดียวกัน และถ้าสถานที่ที่จะไปไม่ไกลจนเกินไปนักควรเดินหรือขี่จักรยานไปก็ได้ จะได้ไม่ต้องเปลืองน้ำมันมากและเป็นการประหยัดเงินค่าน้ำมันไปในตัวด้วย การจับจ่ายใช้สอยของต่าง ๆ ควรใช้อย่างระมัดระวังและไม่ฟุ้งเฟ้อ โดยเฉพาะของบางอย่างที่ผลิตขึ้นเองไม่ได้ในไทยเราต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ถ้าหากเรายังฟุ่มเฟือยอีกเราจะเสียดุลการค้าเขามากและยังเป็นการสิ้นเปลืองเงินในกระเป๋าตัวเองอีกด้วย ดังนั้นคนไทยจึงควรร่วมมือช่วยกันประหยัดในด้านต่าง ๆ ให้มาก เพื่อที่เราจะได้มีทรัพยากรธรรมชาติให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้ใช้ต่อไป
          ประการที่เจ็ด คนไทยควรจะช่วยเหลือกันเองในประเทศ ถ้าหากเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยเศรษฐกิจ ฯลฯ คนไทยที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนหรืกมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือทั้งในด้านอุปโภค บริโภคต่าง ๆ เพื่อให้พวกเขาพ้นจากภัยพิบัติและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาทางด้านการศึกษาของเด็ก ๆ ในชนบทที่ห่างไกล หลายแห่งยังไม่มีโรงเรียน หลายแห่งยังไม่มีอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นต่อเด็ก หรือแม้กระทั่งครูผู้สอน ดังนั้นเราจึงควรร่วมมือกันช่วยเหลือแก้ปัญหานี้ให้ได้ เพื่อให้การศึกษาไทยดีขึ้น เพราะเยาวชนคือผู้ที่จะพัฒนาประเทศของเราต่อไป ถ้าหากเยาวชนขาดการศึกษาแล้วประเทศของเราคงพัฒนาไปได้ไม่มาก หรืออาจจะแย่ลงกว่าเดิมดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องช่วยกัน อย่าผลักภาระว่าเขาไม่ใช่ญาติเรา เขาไม่ใช่คนในจังหวัดเรา หรือเราไม่ได้มีผลได้ผลเสียอะไรกับความเดือดร้อนของพวกเขา แต่ที่จริงแล้วควรหันกลับมามองสักนิดเถิดว่า เขาและเราต่างก็เป็นคนไทย ที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน มีวัฒนธรรมไทยอันดีงามร่วมกัน มีพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกัน และเรายังมีคำที่ใช้เรียกประเทศเดียวกันอีกว่า "ไทย" แล้วไฉนเราเป็นคนประเทศเดียวกันจึงจะไม่ช่วยกัน
          สุดท้ายถ้าหากทุกคนปฏิบัติตนได้ดังคำแนะนำทั้งหมดเจ็ดประการนี้ได้ เท่านี้ประเทศของเราก็จะเจริญ เพราะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะพัฒนาประเทของตนไปด้วยกัน ประเทศของเราจะมีเอกราชทั้งในด้านผืนแผ่นดิน   ความเป็นไท และทางเศรษฐกิจ ไปได้อีกยาวนานอย่างแน่นอนเพื่อให้สมกับคำว่า ประเทศไทยดินแดนที่เป็นอิสระที่ไม่เคยตกเป็นทาสของใครและชาติใดๆ ทั้งสิ้น
และมีเราคือคนไทยที่จะพัฒนาประเทศต่อไป ให้ไทยเป็นปิ่นนานาประเทศและเป็นไทยมหารัฐในที่สุด



ฉันสงสารเธอ……..บุษบา



ฉันสงสารเธอ……..บุษบา   
ประพันธ์โดย แว่นขยาย

งามปานหยาดฟ้ามาสู่ดิน  เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อม  ทั้งกริยามารยาท  และตระกูลที่สูงส่ง  แต่กลับมีชีวิตที่ไร้แก่นสาร  ไม่เป็นตัวของตัวเอง  มีค่าเป็นเพียงสมบัติที่มีชีวิตชิ้นหนึ่งของตระกูล  ด้วยความอาภัพเหล่านี้จึงทำให้บุษบามีความทุกข์ใจและถูกครหาอย่างเข้าใจผิดบ่อยครั้ง
นับแต่เธอเกิดมาเธอก็ถูกจับให้เป็นคู่ตุนาหงันของอิเหนา  โดยที่เธอไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและตัดสินใจในการเลือกคู่ของตนเองเลย  ถึงแม้ว่าพระราชบิดาต้องการให้เธอได้อภิเษกสมรสกับกษัตริย์ผู้มีศักดิ์เสมอกัน  ซึ่งนับว่าเป็นความหวังดี  แต่ใครจะคิดถึงบ้างว่าบุษบาจะคิดอย่างไรในเมื่อเธอไม่มีสิทธิ์เลือกอนาคตตัวเอง
ถึงแม้ในคราวที่อิเหนาปฏิเสธการแต่งงานกับบุษบาเธอก็ยิ่งน่าสงสาร  ถึงแม้ว่าเธอจะดีเพียบพร้อมเพียงใดแต่คู่หมั้นของเธอกลับไม่เห็นค่า โดยปฏิเสธเธออย่างไม่ใยดี  ทั้ง ๆ ที่อิเหนายังไม่เคยเห็นเธอด้วยซ้ำ  ความหวังและความพยายามที่เตรียมตัวไว้เพื่อเป็นคู่หมั้นของอิเหนากลับต้องพังทลายลง ในเรื่องนี้เธอทำผิดอันใดหรือจึงต้องเป็นเช่นนี้
เมื่อท้าวดาหาโกรธอิเหนาว่าปฏิเสธบุษบาจึงประกาศยกบุษบาให้กับใครก็ได้ที่มาสู่ขอ  ก็ดูประหนึ่งว่าบุษบาเป็นของไม่มีค่า  จะประกาศยกให้กับใครก็ได้ตามอารมณ์  และเมื่อระตูจรกาผู้รูปชั่วตัวดำ  มีตระกูลอันแสนต่ำต้อยมาสู่ขอนาง  พระบิดาก็ยกให้อีกด้วย  โดยที่เธอไม่มีสิทธิ์ท้วงติงหรือคัดค้านการแต่งงานในครั้งนี้  ได้แต่ทุกข์ใจเพียงลำพังโดยที่ไม่มีใครอาจเข้าใจหรือช่วยเหลือได้
เมื่อวิหยาสะกำหลงใหลในรูปนางอยากได้นางมาเป็นมเหสี  จึงยกทัพมาประชิดเมืองเพื่อชิงตัวบุษบาเพราะเคยมาสู่ขอแล้วไม่ได้ด้วยเหตุที่มาช้ากว่าระตูจรกา  เหตุนี้ทำให้บ้านเมืองไม่สงบสุข  เกิดภาวะวุ่นวาย  ชาวเมืองอาจคิดได้ว่าบุษบานั้นเป็นต้นเหตุแห่งสงครามและความวุ่นวาย  ทั้ง ๆ ที่บุษบามิได้เป็นผู้ตั้งใจให้เกิดขึ้นเลยแต่ก็ถูกครหาในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำ  และนี่ก็อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่บุษบาถูกครหา  เพราะบุษบาอาจเคยถูกครหามาครั้งนึงแล้วว่าการที่พระคู่หมั้นปฏิเสธการแต่งงานด้วยนั้นนางอาจเป็นคนไม่ดี  เขาจึงปฏิเสธได้แต่ในความเป็นจริงเธอแสนเพียบพร้อมด้วยความดีทุกอย่าง  แต่ทุกคนเข้าใจผิดในสิ่งที่เธอไม่ได้ก่อขึ้น
พออิเหนาเห็นบุษบาเข้าก็หลงรักและเสียดายจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้บุษบามาเป็นมเหสี  โดยไม่สนใจว่าบุษบาจะคิดอย่างไร  เช่น  เข้าลวนลามนาง  เผาเมืองดาหาเพื่อลักตัวบุษบามาไว้ในถ้ำทอง  และยังบังคับ(กลายๆ)เพื่อให้บุษบายอมเป็นมเหสีของตน  โดยไม่สนว่าบุษบาจะถูกผู้อื่นครหาอีกว่าอย่างไร
เมื่อบุษบามีใจปฏิพัทธ์ต่ออิเหนา  โดยตกลงที่จะเป็นมเหสีแต่โดยดี  ชีวิตของเธอก็น่าจะมีความสุขเพราะทั้งอิเหนาและบุษบาก็รักกัน  แต่มิเป็นเช่นนั้นเพราะหลังจากที่มีความสุขแค่เพียงคืนเดียว อิเหนาจำต้องเข้าเมืองดาหาเพื่อไปพิสูจน์ความจริง  ปล่อยให้บุษบารอคอยด้วยความเป็นห่วงว่าอิเหนาอาจถูกลงทัณฑ์จึงไปเฝ้ารอที่ปากทาง  แต่โชคร้ายองค์ประตาระกาหลากลับพัดนางให้ไปตกอีกเมืองหนึ่งที่ไกลแสนไกลเพื่อเป็นการลงโทษอิเหนา      แต่คนที่ตกระกำลำบากคือบุษบาเพราะต้องคอยติดตามอิเหนา  ถึงแม้ว่าตัวเองจะกลายร่างเป็นชายก็ตามแต่ก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ   ด้วยบุษบาเคยเป็นแต่เจ้าหญิงที่อยู่แต่ในวังไม่เตยต่อสู้กับโลกภายนอกมาก่อนจึงเป็นสิ่งยากที่จะอยู่อย่างสงบสุขด้วยความมั่นใจ  ถึงแม้จะเป็นชายดูเข้มแข็งแต่ภายในก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย  ต้องออกรบและติดตามอิเหนาโดยที่ไม่อาจรู้ว่าตลอดทั้งชีวิตนางจะตามหาอิเหนาพระสวามีผู้เป็นที่รักยิ่งเจออีกหรือไม่
หลายคนอาจท้วงว่าอิเหนาก็ต้องทุกข์ใจตามหาบุษบาเหมือนกัน  แต่ถ้าสังเกตให้ดีก็จะรู้ว่าตลอดทางที่อิเหนาผ่านนั้นอิเหนารบชนะและได้ธิดาของระตูต่าง ๆ ที่รบแพ้มาเป็นมเหสีตลอดทาง จึงพอระงับความคิดถึงที่มีต่อนางบุษบาไปได้บ้าง  แต่นางบุษบานั้นเมื่อเจออิเหนาก็จำกันไม่ได้และยังระแวงอีก  จนเมื่อสังคามาระตาจับได้ว่าบุษบาแปลงนั้นเป็นหญิง  ด้วยความอับอายบุษบาจึงไปบวชเป็นชีและเมื่อถึงตรงนี้บุษบากับอิเหนาจึงได้เจอกัน  แต่เมื่อกลับเมืองได้อภิเษกกับอิเหนาเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ก็ต้องทนกับความเกลียดชังของนางจินตะหราที่คิดว่าบุษบาแย่งความรักจากนางไปทำให้อิเหนาไม่สนใจนาง  แต่บุษบาก็ต้องอดทนจนสุดท้ายก็เข้าใจกัน
เรื่องราวชีวิตของบุษบานั้นแสนเศร้าเหมือนนกน้อยในกรงทอง  ไม่มีอิสระเมื่อจะมีความสุขก็ต้องพบความทุกข์อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นนางเองก็มิได้เป็นผู้ก่อขึ้นแต่ต้องเป็นผู้รับกรรม  ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่าการมีหน้าตาที่สะสวย  ชาติตระกูลสูงนั้นบางทีก็มิได้ให้คนมีความสุขเสมอไป  แต่ความสุขอยู่ที่การมีอิสระในสิ่งที่ตนเองต้องการ  ไม่ถูกบังคับให้รับกรรมในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ก่อขึ้น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้บุษบาไม่มีจึงทำให้ชีวิตของเธอมีแต่ความเศร้าโศก 

จากความทรงจำของย่าในสงครามโลกครั้งที่สอง



จากความทรงจำของย่าในสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อคุณย่าของข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้ามักจะไปคุยกับท่านเสมอ ๆ โดยจะให้ท่านเล่าเรื่องต่าง ๆ ในอดีตที่ท่านประทับใจหรือได้ประสบพบเห็นมาให้ฟัง ดังเช่นในเรื่องนี้ท่านได้เป็นผู้เจอเหตุการณ์โดยตรงเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สอง ที่จังหวัดนครสวรรค์ สงครามที่คนนครสวรรค์ไม่อาจลืมได้
            ในตอนนั้นคุณย่าเพิ่งจะแต่งงานกับอากง (ใช้สำหรับเรียกปู่เป็นภาษาจีน) ได้ไม่นานนัก ซึ่งอากงนั้นมาหางานทำจากเมืองจีน และในตอนนั้นท่านทั้งสองมีลูกด้วยกัน 3คน และพ่อของข้าพเจ้าก็ยังเล็กอยู่มาก ต้นสายปลายเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามมีอย่างไรคุณย่าไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่ามีประกาศออกมามากมายถึงเรื่องที่ว่าจะมีสงคราม หรือไม่ก็ญี่ปุ่นจะบุกเข้ามา ในครั้งนั้นคนนครสวรรค์ประหวั่นพรั่นพรึงกันมากต่างคนก็ต่างรวบรวมสเบียงเก็บข้าวเก็บของ เพื่อให้พออยู่พอกินในยามสงคราม บางคนก็ขุดอุโมงค์ทำเป็นหลุมหลบภัยพอที่จะอยู่กันได้ครอบครัวหนึ่ง ๆ  ซึ่งจะขุดอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านของตน หรือถ้าไม่อยากขุดหรือขุดไม่ทันก็สามารถไปอาศัยหลุมหลบภัยรวมก็ได้ ภายในหลุมหลบภัยนั้นก็อาศัยกันอยู่คล้ายบ้านแต่มีข้อจำกัดเพียงว่า ห้ามจุดไฟสำหรับปรุงอาหารบนพื้น และห้ามทำอาหารที่มีควัน ส่วนการเข้าห้องน้ำนั้นก็อาศัยจังหวะ อาศัยช่วงที่ไม่มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิดก็เป็นใช้ได้ ซึ่งจะไปกันตามทุ่ง กกไม้ หรือตามริมแม่น้ำทั่วไป คุณย่าของข้าพเจ้าได้ไปอยู่ในหลุมหลบภัยรวมเพราะไม่สามารถขุดหลุมหลบภัยได้ อากงพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะดินมันพังลงมากลบหมด ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงต้องมาอยู่รวมกันกับครอบครัวอื่นอย่างเบียดเสียดและลำบาก จะหายใจก็ไม่ใคร่สะดวก จะคุยเสียงดังหรือทำกิจกรรมอะไรตามใจตัวเองก็ไม่ได้เพราะต้องเกรงใจคนอื่นเขา คุณย่าต้องทนอยู่กับสภาพอย่างนี้จนกระทั่งสงครามเลิกไป
            สัญญาณแห่งสงครามได้เริ่มขึ้น เมื่อวันหนึ่งที่คุณย่าไปจ่ายตลาด ท่านได้ยินเสียงประหลาดดังมาแต่ไกล ใช่แล้ว! มันเป็นเสียงของเครื่องบินที่กำลังทิ้งระเบิดอยู่ไกล ๆ นั่นเอง และมันกำลังมุ่งหน้ามาทางตลาดที่คุณย่ากำลังจับจ่ายซื้อของอยู่ เสียงหวอประกาศเตือนภัยดังขึ้น ผู้คนในตลาดต่างวิ่งกันกระจัดกระจายพลางทิ้งสิ่งของกันเกลื่อนกลาด บ้างร้องโวยวาย บ้างอุ้มลูกจูงหลานวิ่งกระเตงกันไปอย่างจ้าละหวั่น บ้างก็ทิ้งของขายวางไว้ตรงนั้น บ้างก็วิ่งหนีจนผ้านุ่งหลุดรุ่ย ส่วนพระเณรเองก็วิ่งออกมาจากวัดกันจีวรเปิดปลิวเพื่อมุ่งหน้าสู่หลุมหลบภัย แม้ภาพนั้นออกจะไม่น่าดูแต่ถ้าหากพูดถึงสถานการณ์ในตอนนั้น ทุกคนก็มีสัญชาติญาณที่จะต้องรักษาชีวิตของตนให้อยู่รอด ไม่มีใครสนใจใคร แม้คุณย่าก็เช่นเดียวกันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตของในตระกร้าพลัดหกตกหายไปจนเกือบหมดสิ้น และในตอนนั้นไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นอีก ทราบแต่เพียงว่าสามีและลูกทุกคนกลับมาอย่างพร้อมหน้าในหลุมหลบภัยก็พอใจที่สุดแล้ว หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาคุณย่าก็จำเป็นต้องไปอยู่ในหลุมหลบภัยรวมนั่นเอง
            เวลาผ่านไปไม่นานคุณย่าก็ได้ยินเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดจนกลายเป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ดีว่าถ้าหากออกไปทำธุระนอกหลุมหลบภัยแล้วได้ยินเสียงนี้แล้วละก็ ทุกคนจะกระวีกระวาดกลับมายังหลุมหลบภัยให้เร็วที่สุด และในวันหนึ่งก็มีเรื่องหวาดเสียวที่เกิดขึ้น เมื่ออากงออกไปเอาของใช้บางอย่างในบ้าน ซึ่งพอดีกันในขณะนั้นเครื่องบินก็ได้ทิ้งระเบิดลงมาอีกครั้ง แรงกระแทกของระเบิดได้ผลักอากงไปชิดฝาผนังบ้านอีกด้านหนึ่ง ตอนที่อากงกำลังจะวิ่งหนีออกประตูไป ดังนั้นอากงจึงต้องอยู่ในบ้านเป็นเวลานานเพราะไม่กล้าลงไปด้านล่าง เนื่องจากมีสะเก็ดระเบิดอยู่ใต้บ้าน 4-5 แผ่นใหญ่ ๆ และแผ่นเล็กอีกมากมาย และถ้าหากอากงกระโดดลงไปเหยียบสะเก็ดระเบิดเมื่อไรก็หมายความว่าต้องจบชีวิตลงไปกับบ้านที่ระเบิดเป็นจุณแน่ ทั้งคุณย่าและลูก ๆ ต่างหวาดเสียวกันมากจึงได้แต่ภาวนาขอให้อากงปลอดภัย ในขณะเดียวกันทุก ๆ คนก็พยายามหาทางที่จะช่วยอากงออกมาจากตัวบ้านให้ได้ และในที่สุดอากงก็คิดออก จึงค่อย ๆ เดินลงบันไดมา แล้วนับ "ขั้นที่หนึ่ง สอง สาม สี่" อึ้บ! อากงกระโดดตัวลอยปลิวหวือออกมานอกตัวบ้านท่ามกลางเสียงร้องโวยวายของทุกคน แต่ประจวบเหมาะพอดีที่อากงเหยียบอยู่บนพื้นเนินดินซึ่งอยู่ตรงข้ามประตูบ้าน ซึ่งที่ตรงนั้นห่างจากบ้านพอสมควรต้องใช้แรงอย่างมากจึงจะกระโดดมาถึงได้ และท่ามกลางความโล่งใจของทุกคนไม่นานก็พบว่ารอบ ๆ เนินดินก็มีสะเก็ดระเบิดอยู่บ้างเหมือนกัน อากงจึงตัดสินใจค่อย ๆ ย่องฝ่าสะเก็ดระเบิดนั้นออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง ทุกคนก็ดีใจระคนกับความโล่งอก แต่ที่เป็นมากที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกินคุณย่า และต่อมาจึงไม่มีใครที่จะกล้าไปทำธุระที่เสี่ยง ๆ อย่างนั้นอีก
            สงครามกินเวลานานเท่าไรคุณย่าไม่ได้ระบุ เพียงแต่รู้ว่ามันกินเวลายาวนานพอสมควร มีบางช่วงที่ทหารญี่ปุ่นผ่านเข้ามาในตัวเมืองนครสวรรค์ พวกนั้นหน้าตากราดเกรี้ยว น่ากลัวมากแม้แต่เด็กเล็ก ๆ เห็นก็ยังต้องร้องกระจองอแง และคุณย่าได้เล่าว่าสะพานเดชาติวงศ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในทุกวันนี้ไม่ใช่สะพานที่สร้างในครั้งแรก เพราะสะพานเดิมนั้นได้สร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่สองและได้ถูกระเบิดทำลายไปแล้วโดยฝ่ายญี่ปุ่นแต่รัฐบาลไทยและชาวนครสวรรค์ได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ แต่ก็ถูกทำลายอีกเป็นเช่นนี้หลายครั้งจนครั้งสุดท้าย สร้างเมื่อสงครามเสร็จสิ้นลงและพวกเราก็ได้เห็นมันตั้งตระหง่านอยู่ทุกวันนี้
            สงครามในครั้งนั้นได้คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย หลายคนต้องสูญเสียญาติพี่น้องและมิตรสหายไปอย่างไม่มีกลับ บ้านเมืองนครสวรรค์เสียหายมากจนต้องบูรณะซ่อมแซมกันใหม่ ทั้งทหารก็ต้องมากู้ระเบิดกันเนือง ๆ แต่ก็ยังไม่วายมีคนเสียชีวิตเพราะสะเก็ดระเบิดจนได้ โศกนาฏกรรมในครั้งนั้นยังเป็นสิ่งที่ชาวนครสวรรค์ในสมัยนั้นไม่เคยลืม แต่ก็ยังคงเลือนลางหายไปกับกาลเวลาและผู้คนในสมัยนั้นที่ล้มหายตายจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงแผ่นดินที่เราเหยียบย่ำและเคยเกิดสงครามมาแล้วเท่านั้น ซึ่งสงครามในครั้งนั้นได้สอนบทเรียนอันเจ็บแสบแก่คนไทยว่า "ไม่มีสงครามและการต่อสู้ใด ๆ ที่จะแลกมาด้วยความสงบสุข และการไม่สูญเสียเลือดเนื้อ" และบทเรียนอันล้ำค่าบทนี้ก็ยังคงเป็นอุทธาหรณ์สะท้อนอยู่ในจิตใจคนไทยอยู่เรื่อยมา

ชีวิตของชาวลัวะ ชาวเขาที่มิได้มีดั้งเดิมเป็นชาวเขา



    ชีวิตของชาวลัวะ ชาวเขาที่มิได้มีดั้งเดิมเป็นชาวเขา

สิ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนเล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นความจริงซึ่งมาจากประสบการณ์ตรงอันประทับใจของข้าพเจ้าเองและประสบการณ์ตรงของผู้ที่ไปคลุกคลีอยู่กับชาวเขาเผ่าลัวะมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ซึ่งจะบรรยายถึงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อของชาวเขาเผ่าลัวะ  ชาวเขาผู้ที่มิได้มีต้นตำรับเป็นชาวเขา
หากท่านขับรถขึ้นไปตามถนนสาย ฮอด-แม่ฮ่องสอน ถัดจากอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปประมาณ 30 กิโลเมตร ท่านก็จะพบกับ ดอยบ่อหลวงซึ่งมีหมู่บ้านหนึ่งที่ดูราวกับว่าได้ถูกวัฒนธรรมชาวเมืองค่อย ๆ กลืนวัฒนธรรมอันงดงามดั้งเดิมไปอย่างช้าๆ  และหมู่บ้านนั้นก็คือ หมู่บ้านชาวเขาเผ่าลัวะ ชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ไม่เคยยอมแพ้ แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่เคยรุกรานใคร
ชื่อของคำว่าลัวะนั้นหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าหากพูดคำเต็ม ๆ ของเขาแล้วจะต้องรู้เป็นแน่ คำ ๆ นั้นก็คือ ละว้า ในความเป็นจริงแล้วชาวเขา เผ่าลัวะ นั้นก็คือชาว ละว้า นั่นเอง แต่สาเหตุที่ทำให้ชาวละว้าผู้มีถิ่นฐานอยู่ทางภาคกลางต้องระเหเร่ร่อนไปยังภูสูงก็เพราะชาวละว้าเหล่านี้ถูก   รุกรานจากคนภาคกลางหรือชาวไทยด้วยกันเอง
ถ้าหากเราย้อนไปถึงสมัยเริ่มก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา ในขณะนั้นชาวละว้าได้อาศัยอยู่ทางภาคกลาง และชาวละว้าเหล่านี้เป็นผู้ที่มีฝีมือทางด้านการ    ก่อสร้างเป็นอย่างมาก จึงได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างบ้านเรือน ปราสาทราชวัง แม้กระทั่งป้อมปราการให้แก่กรุงศรีอยุธยาจนบ้านเมืองเสร็จเรียบร้อย        ชาวละว้าก็ได้รับค่าตอบแทนบ้างพอสมควร แต่เกิดเหตุการณ์อันใดไม่ทราบ   ที่ทำให้ชาวละว้าต้องถูกเนรเทศออกจากกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด  ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวละว้าต้องระเหเร่ร่อนมาอยู่ภาคเหนือ  จนมาได้พึ่งใบบุญของเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนั้นชาวละว้าได้ตั้งหลักปักฐาน มีหมู่บ้านชาวละว้าอยู่ใกล้ ๆ เมืองเชียงใหม่ แต่เนื่องจากชาวละว้าเป็นผู้มีศิลปะทางด้านการก่อสร้าง จึงทำให้พวกเขาได้รับงานสำคัญคือ สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์เมืองเชียงใหม่ จนบ้านเมืองเชียงใหม่มีความงดงามและสุขสบาย   แต่ชาวละว้าก็เหมือนกับทำคุณบูชาโทษถึงสองครั้งสองครา เพราะเหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหมู่บ้านชาวละว้าถูกทำลาย ถูกรุกรานอีกครั้งจากคนเชียงใหม่ ในครั้งนี้ชาวละว้าได้ต่อสู้กับกองทัพเชียงใหม่อย่างกล้าหาญ แต่ก็มีผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ในครั้งนี้ชาวละว้าที่พอมีกำลังบ้างก็ต้องพาพวกที่อ่อนแอ มีทั้งเด็กและผู้หญิงระหกระเหินหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา แต่ทางขึ้นนั้นก็ทั้งแสนจะลำบากและทุรกันดาร และยังจะต้องมาเจอะเจอกับสงครามของกองทัพเชียงใหม่ที่ไล่ติดตามขึ้นมาเรื่อยๆดังนี้ชาวละว้าจึงตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ขอลงไปทางใต้ (เชียงใหม่และภาคกลาง) และทำงานให้ใครอีกเลย จนเมื่อชาวละว้าได้ต่อสู้มาถึงดอยบ่อหลวงได้รับชัยชนะ จึงได้ตั้งรกรากชาวละว้าอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบันนี้ และด้วยสงครามที่ชาวละว้าต้องหลั่งเลือดไปมากมายเพราะกองทัพเชียงใหม่ในครั้งนั้นทำให้ชาวละว้า เกลียดคนเชียงใหม่เป็นอย่างมาก 
แต่อย่างไรก็ตามนั่นก็เป็นอดีตที่ผ่านมาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วในปัจจุบันนี้ชาวละว้ารุ่นใหม่ก็ได้ติดต่อกับคนภาคกลาง และรับเอาวัฒนธรรมของคนภาคกลางมาใช้อย่างมากมาย และคำว่า ละว้า นี้ในปัจจุบันได้เรียกว่า ลัวะ เพราะเกิดการกร่อนเสียงจาก ละว้า เมื่อพูดเร็ว ๆ ก็จะกลายเป็น ลัวะ ที่ใช้เรียกพวกเขาในที่สุด
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวลัวะที่ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจมากนั่นคือประเพณีการบูชาพระธาตุในฤดูหนาวด้วยเกรงว่าพระธาตุจะหนาว จึงก่อไฟเพื่อให้พระธาตุอบอุ่น โดยชาวลัวะที่หนุ่ม ๆ จะรวมตัวกันไปเก็บฟืนและนำฟืนนั้นมาให้สาว ๆ มัด ส่วนคนเฒ่าคนแก่จะนำดอกอูน (ดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมมาก) นำมาเผาพร้อมกับกองไฟเพื่อทำให้มีกลิ่นหอมและอบอุ่นไปในตัว ประเพณีนี้พวกเขามีความเชื่อว่าถ้าทำทุกๆปีจะได้ไปบังเกิดบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แต่จุดเด่นของประเพณีนี้นั่นคือความสามัคคีของคนหนุ่มสาวและ    ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่แบ่งหน้าที่กันจนผลงานออกมาสำเร็จทุกปี ได้บุญกันไปถ้วนหน้า
ลักษณะนิสัยของชาวเขาเผ่าลัวะมีสิ่งที่พิเศษคือเป็นคนซูคิ(ขี้อาย)      ไม่ค่อยกล้าพูด กล้าแสดงออก ไม่เหมือนชาวเขาเผ่าม้ง แม้ว หรือเย้า แต่ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็เป็นคนที่มีความจริงใจ ถ้าให้ความไว้วางใจแก่เขาก่อน    จนบางทีดูเหมือนว่าเป็นคนซื่อ แต่ไม่ได้เซ่อ ซึ่งในเรื่องนี้ข้าพเจ้าได้พบกับตนเอง เพราะข้าพเจ้าได้มีเพื่อนเป็นเด็กหญิงชาวเขาเผ่าลัวะอยู่คนหนึ่ง ในตอนแรกที่ได้รู้จักกันเขาเป็นคนที่ขี้อายมาก แต่เมื่อสนิทกันแล้วเขาก็ได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเรื่องต่าง ๆ เสมอมา นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของชาวเขาเผ่าลัวะผู้น่ารักคนหนึ่ง
หลายหลากเรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้พบพานด้วยตนเองและได้มีคนเล่าให้ฟังมาล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าประทับใจถึงชาวเขาเผ่าลัวะทั้งสิ้น และนี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าชาวไทยภูเขานั้นมีประเพณีอันดีงาม มีความกลมเกลียวสามัคคีกันเพียงไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากให้เลือนหายไปจากจิตสำนึกของคนไทย ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไรก็ตาม