ชีวิตของชาวลัวะ
ชาวเขาที่มิได้มีดั้งเดิมเป็นชาวเขา
สิ่งที่ข้าพเจ้าจะเขียนเล่านี้เป็นสิ่งที่เป็นความจริงซึ่งมาจากประสบการณ์ตรงอันประทับใจของข้าพเจ้าเองและประสบการณ์ตรงของผู้ที่ไปคลุกคลีอยู่กับชาวเขาเผ่าลัวะมาเป็นเวลา
10 ปีแล้ว
ซึ่งจะบรรยายถึงชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อของชาวเขาเผ่าลัวะ ชาวเขาผู้ที่มิได้มีต้นตำรับเป็นชาวเขา
หากท่านขับรถขึ้นไปตามถนนสาย ฮอด-แม่ฮ่องสอน
ถัดจากอุทยานแห่งชาติออบหลวงไปประมาณ 30 กิโลเมตร
ท่านก็จะพบกับ
ดอยบ่อหลวงซึ่งมีหมู่บ้านหนึ่งที่ดูราวกับว่าได้ถูกวัฒนธรรมชาวเมืองค่อย ๆ
กลืนวัฒนธรรมอันงดงามดั้งเดิมไปอย่างช้าๆ
และหมู่บ้านนั้นก็คือ หมู่บ้านชาวเขาเผ่าลัวะ
ชาวเขาเผ่าหนึ่งที่ไม่เคยยอมแพ้ แต่ทว่าพวกเขาก็ไม่เคยรุกรานใคร
ชื่อของคำว่าลัวะนั้นหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยิน
แต่ถ้าหากพูดคำเต็ม ๆ ของเขาแล้วจะต้องรู้เป็นแน่ คำ ๆ นั้นก็คือ ละว้า ในความเป็นจริงแล้วชาวเขา
เผ่าลัวะ นั้นก็คือชาว ละว้า นั่นเอง
แต่สาเหตุที่ทำให้ชาวละว้าผู้มีถิ่นฐานอยู่ทางภาคกลางต้องระเหเร่ร่อนไปยังภูสูงก็เพราะชาวละว้าเหล่านี้ถูก รุกรานจากคนภาคกลางหรือชาวไทยด้วยกันเอง
ถ้าหากเราย้อนไปถึงสมัยเริ่มก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา
ในขณะนั้นชาวละว้าได้อาศัยอยู่ทางภาคกลาง
และชาวละว้าเหล่านี้เป็นผู้ที่มีฝีมือทางด้านการ ก่อสร้างเป็นอย่างมาก
จึงได้เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างบ้านเรือน ปราสาทราชวัง
แม้กระทั่งป้อมปราการให้แก่กรุงศรีอยุธยาจนบ้านเมืองเสร็จเรียบร้อย ชาวละว้าก็ได้รับค่าตอบแทนบ้างพอสมควร
แต่เกิดเหตุการณ์อันใดไม่ทราบ
ที่ทำให้ชาวละว้าต้องถูกเนรเทศออกจากกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด
ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวละว้าต้องระเหเร่ร่อนมาอยู่ภาคเหนือ จนมาได้พึ่งใบบุญของเจ้าเมืองเชียงใหม่
ซึ่งในขณะนั้นชาวละว้าได้ตั้งหลักปักฐาน มีหมู่บ้านชาวละว้าอยู่ใกล้ ๆ
เมืองเชียงใหม่ แต่เนื่องจากชาวละว้าเป็นผู้มีศิลปะทางด้านการก่อสร้าง
จึงทำให้พวกเขาได้รับงานสำคัญคือ สร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์เมืองเชียงใหม่
จนบ้านเมืองเชียงใหม่มีความงดงามและสุขสบาย
แต่ชาวละว้าก็เหมือนกับทำคุณบูชาโทษถึงสองครั้งสองครา
เพราะเหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อหมู่บ้านชาวละว้าถูกทำลาย
ถูกรุกรานอีกครั้งจากคนเชียงใหม่
ในครั้งนี้ชาวละว้าได้ต่อสู้กับกองทัพเชียงใหม่อย่างกล้าหาญ
แต่ก็มีผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ในครั้งนี้ชาวละว้าที่พอมีกำลังบ้างก็ต้องพาพวกที่อ่อนแอ
มีทั้งเด็กและผู้หญิงระหกระเหินหนีขึ้นไปอยู่บนภูเขา
แต่ทางขึ้นนั้นก็ทั้งแสนจะลำบากและทุรกันดาร
และยังจะต้องมาเจอะเจอกับสงครามของกองทัพเชียงใหม่ที่ไล่ติดตามขึ้นมาเรื่อยๆดังนี้ชาวละว้าจึงตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่ขอลงไปทางใต้
(เชียงใหม่และภาคกลาง)
และทำงานให้ใครอีกเลย
จนเมื่อชาวละว้าได้ต่อสู้มาถึงดอยบ่อหลวงได้รับชัยชนะ
จึงได้ตั้งรกรากชาวละว้าอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบันนี้
และด้วยสงครามที่ชาวละว้าต้องหลั่งเลือดไปมากมายเพราะกองทัพเชียงใหม่ในครั้งนั้นทำให้ชาวละว้า
เกลียดคนเชียงใหม่เป็นอย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตามนั่นก็เป็นอดีตที่ผ่านมาเมื่อหลายร้อยปีที่แล้วในปัจจุบันนี้ชาวละว้ารุ่นใหม่ก็ได้ติดต่อกับคนภาคกลาง
และรับเอาวัฒนธรรมของคนภาคกลางมาใช้อย่างมากมาย และคำว่า ละว้า นี้ในปัจจุบันได้เรียกว่า
ลัวะ เพราะเกิดการกร่อนเสียงจาก ละว้า เมื่อพูดเร็ว ๆ ก็จะกลายเป็น ลัวะ
ที่ใช้เรียกพวกเขาในที่สุด
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวลัวะที่ทำให้ข้าพเจ้าประทับใจมากนั่นคือประเพณีการบูชาพระธาตุในฤดูหนาวด้วยเกรงว่าพระธาตุจะหนาว
จึงก่อไฟเพื่อให้พระธาตุอบอุ่น โดยชาวลัวะที่หนุ่ม ๆ
จะรวมตัวกันไปเก็บฟืนและนำฟืนนั้นมาให้สาว ๆ มัด ส่วนคนเฒ่าคนแก่จะนำดอกอูน (ดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอมมาก)
นำมาเผาพร้อมกับกองไฟเพื่อทำให้มีกลิ่นหอมและอบอุ่นไปในตัว
ประเพณีนี้พวกเขามีความเชื่อว่าถ้าทำทุกๆปีจะได้ไปบังเกิดบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
แต่จุดเด่นของประเพณีนี้นั่นคือความสามัคคีของคนหนุ่มสาวและ ผู้เฒ่าผู้แก่
ที่แบ่งหน้าที่กันจนผลงานออกมาสำเร็จทุกปี ได้บุญกันไปถ้วนหน้า
ลักษณะนิสัยของชาวเขาเผ่าลัวะมีสิ่งที่พิเศษคือเป็นคนซูคิ(ขี้อาย) ไม่ค่อยกล้าพูด กล้าแสดงออก
ไม่เหมือนชาวเขาเผ่าม้ง แม้ว หรือเย้า
แต่ถึงกระนั้นก็ตามเขาก็เป็นคนที่มีความจริงใจ ถ้าให้ความไว้วางใจแก่เขาก่อน จนบางทีดูเหมือนว่าเป็นคนซื่อ แต่ไม่ได้เซ่อ
ซึ่งในเรื่องนี้ข้าพเจ้าได้พบกับตนเอง
เพราะข้าพเจ้าได้มีเพื่อนเป็นเด็กหญิงชาวเขาเผ่าลัวะอยู่คนหนึ่ง
ในตอนแรกที่ได้รู้จักกันเขาเป็นคนที่ขี้อายมาก แต่เมื่อสนิทกันแล้วเขาก็ได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเรื่องต่าง
ๆ เสมอมา นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของชาวเขาเผ่าลัวะผู้น่ารักคนหนึ่ง
หลายหลากเรื่องราวที่ข้าพเจ้าได้พบพานด้วยตนเองและได้มีคนเล่าให้ฟังมาล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าประทับใจถึงชาวเขาเผ่าลัวะทั้งสิ้น
และนี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าชาวไทยภูเขานั้นมีประเพณีอันดีงาม
มีความกลมเกลียวสามัคคีกันเพียงไร
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่อยากให้เลือนหายไปจากจิตสำนึกของคนไทย
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไรก็ตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น